Pilot

posted on 19 Sep 2009 11:45 by jamiediaries

การบอกพ่อแม่ของพวกคุณว่า ขอร้องอย่ามาส่งหน้าโรงเรียนได้ไหมนั้นเป็นเรื่ิองที่ยากจะกล่าว เมื่อฉันจะเดินเข้าไปบอกแม่ แม่ก็บอกว่าจะทำสตรอเบอรี่ทารต์ไปให้ในกล่องข้าวกลางวัน นี่ฉันเรียนเกรด สิบแล้วนะพ่อแม่ฉันยังมาส่ง อยู่เลย ขอร้องละ ไดอารี่ที่รัก โปรดทำฝันของฉันให้เป็นจริงด้วย ขอให้พรุ่งนี้ซึ่งเป็นวันเปิดเรัยนวันแรกแม่เกิดติดธุระในเมือง ส่วนพ่อต้องมีประชุมด่วน เพราะว่าฉันสมควรที่จะนั่งรถไฟใต้ดินไปเรียนเองได้แล้วเทเลอร์ กับ เพนน์ จะว่าไงถ้าเห็นฉันยังคงเป็นลูกแหง่ติดแม่อยู่ เพราะสองคนนั่นนั่งรถไฟตั้งแต่เกรดเก้าแล้วขอร้องละไดอารี่

                                                                                                                                  ไดอารี่ของเจมี่

                เมื่อคืนฉันกำลังหลับสบายแล้วฝันเฟื่องไปว่า ฉันกำลังสืบสวนคดีลึกลับอยู่ แล้วที่ช็อคก็คือฉันเป็นสาวบอนด์ ของเจมส์ บอนด์ ลึกลับเป็นบ้า ขณะที่ฉันกำลังวิ่งหนีคนร้ายอยู่นั้น กระโปรงฉันก็ไปติดกับกระจกที่บอนด์เพิ่งทุบมันแตกแล้วเขาก็ พาฉันออกมาจากรังของคนร้ายได้ เหล่าวารร้ายในชุดเชียร์ลีดเดอร์วิ่งมาทางฉัน ฉันได้ยินเสียงแม่เรียกอยู่ในนั้นด้วย แม่ร้องเรียก มาจากรังของเหล่าวายร้าย "ไม่ต้องกลัวลูกรัก แม่กับพ่อมาแล้ว แม่จะปกป้องลูกจากวารร้ายเองงงงงง" เสียงของแม่ดังสะท้อนก้องอยู่ในหู แล้วฝันดีก็กลายเป็นฝันร้ายไปในทันที เจมส์บอนด์ที่ช่วยฉันมาตลอด ถอดหน้ากากจาก โรเบริต์ แพตตินสัน สุดหล่อกลายเป็นคุณพ่อที่พลุงพลุ้ยอยู่ในชุดสูทของอาร์มานี่ ฉันร้องกรีดดดดด สะดุ้งตื่น เหงือ่แตกเต็มหน้าผาก ฉันมองดูรอบห้อง นาฬิกาข้างเตียงบอกเวลาตีสอง ฉันยังคงอยู่ในห้อง ตั้งสติได้ก็เอื้อมมือไปหยิบช็อคโกแลตชิปในโหลมากินปลอบใจ ฉันยังคงปราศจากการรุกรานของพ่อแม่ ที่อยู่ห้องฝั่งตรงข้าม ปัง เสียงอะไรบางอย่างกระทบหน้าต่างห้องนอนของฉัน ฉันสะดุ้งสุดตัว ตายแล้วนั่นเหล่าวายร้ายจริงหรือเปล่านะ ฉันจะเรียกพ่อดีไหม ไม่ เสียงเล็กๆในหัวตอบกลับ  ฉันต้องพึ่งตัวเอง ว่าแล้วก็เดินไปหยิบไม่เบสบอล ก้าวย่างอย่างระวังเหมือนพวกสายลับเขาทำกันแล้วเดินไปที่หน้าต่าง "เจมี่" แหนะมันรู้ชื่อเราด้วยแหะ เดี๋ยวนี้พวกวายร้ายมันเก่งจริง แต่ใครจะสู่เราได้เจมี่ สาวบอนด์ผมบลอนด์ผู่เก่งกาจ ฉันสูดหายใจเข้าเหือกใหญ่เตรียมพร้อม แล้วฉันก็เอื้อมมืออีกข้างไปปลดกลอนมืออีกข้างที่จับไม้เบสบอลอยู่มีเริ่มเหงื่อออก ใจเต้นโครมครามขาเริ่มสั่นไปหมด เปลี่ยนใจเรียกพ่อยังทันนะ ไม่ เสียงเล็กนั่นตอบอีครั้ง ฉันตัดสินใจเปิดหน้าต่างแล้ว ควับ เหวี่ยงไม้เบสบอลออกไปเต็มแรง ได้ยินเสียงดังตุบ ฉันกลัวจนไม่กล้าลืมตา มันตายไหมนะ แอบลืมตาข้างเดียวดูข้างล่าง ฉันมองลงไป ตอนนี้รอบบ้านมืดมิดไปหมดเห็นอะไรยากอยู่ ไฟหน้าบ้านก็ไม่ช่วยอะไร ฉันเห็นโครงร่างคุ้นๆนอนอยู่เบื้องล่าง ตายละ นั้นมันพี่ชายฉันเอง เอ็ด ใช่คนร้ายเสียที่ไหน ฉันเพิ่งตระหนักได้ว่าเพิ่งตีหัวพี่ชายตัวเอง ก็นะช่วยไม่ได้ประตูมีไม่เข้ามาปีนเข้าห้องคนอื่น

         เอ็ด พีชายฉัน สุดยอดของความฮ็อตในชั้นมัธยมปลาย สาวๆเดินตามกันเกรียว พวกหล่อนแอบส่งจดหมายรัก ผ่านบุรุษไปรษณีย์ อย่างฉัน อีเมลเอย แฟสบุ็คเอย ไหนจะบัตรเชิญไปงานปาร์ตี้อีกเป็นแสน หน้าตาพี่ฉันเรียกได้ว่าหล่อขั้นเทพ ผมบลอนด์ ตาสีเทอคอส์ย์ กล้ามพองาม ไหนจะรอยยิ้มหลอมละลายนั่นอีก เอ็ดได้เบอร์โทรศัพท์ และอีเมลล์มาจากสาวๆได้ก็เพราะไอ้รอยยิ้มชวนสะอิดสะเอียนนี่หละ อีกอย่างพีฉันส่องกระจกบ่อยกว่าฉันเสียอีก  ฉันละนึกน้อยใจพ่อกับแม่ที่น่าจะให้อะไรได้มากกว่าผมบลอนด์ อย่างทักษะการเป็นเชียร์ลีดเดอร์ หรือทักษะเวลาเจอหนุ่มๆแล้วไม่ต้องหายใจแรง ใจเต้นตูมตามราวกับจะเป็นโรคหัวใจกำเริบ เมือ่ืคืนที่ฉันทำให้เขาออกไปไหนไม่ได้สักพักเนื่องจากขาแพลงที่ตกจากต้นไม้ข้างห้องฉันถือเป็นการลงโทษทางอ้อมแทนพ่อกับแม่ที่ไม่รู้ว่าลูกชายสุดหล่อของตัวเองตะลอนปาร์ตี้แทบทุกคืน ฉันถามเอ็ดว่า "ทุกทีก็เข้าได้แต่ทำไมวันนี้มาปีนห้องหนูละ เก่งจัง ดี โดนซะมั้่ง" คำตอบคือมะเหงกหนึ่งที "โอ้ย เจ็บนะ" ฉันร้อง "ก็ไม่รู้สิ แบบว่า มันลืมกุญแจไว้ในห้อง เลยต้องเข้าทางนี้" พี่ฉันพูดจบแล้วยิ้มใส่ฉันที่กำลังโอบเขาให้ลุกแล้วพาเดินขึ้นบันไดไปทีละขั้น ระยะห่างหน้าพี่กับฉันห่างไม่ถึงคืบ กลิ่นเหล้างี้หึ่งเชียว " ขอร้องละอย่าใช้รอยยิ้มนั่นกับฉัน ตราบใดที่เรายังอยากเป็นพี่น้องกันอยู่" "ได้เลยคราาาบ แม่เจมี่ ขี้จุกจิก" ฉันเปิดประตูห้องนอนเขาได้แล้วก็พาพี่ไปที่เตียงทันที นี่แหละภารกิจของสาวบอนด์ก้ เสร็จสิ้น "นี่ช่วยไปเอานาโชของแม่ในตู้เย็น แล้วอุ่นให้พี่หน่อยนะ แล้วอย่าลืม น้ำส้มแก้วใหญ่ๆด้วยละ" พี่ฉันพูดจบก็ถอดเสื้อเดินเข้าห้องน้ำไปอย่างทุลักทุเล เพราะขาแพลง "คะท่านชาย เอ็ดเวิรด์" สาวบอนด์กลายร่าเป็นสาวใช้ทันที กว่าจะได้นอนก็ตีสามกว่าๆ เพลียชะมัด

            เช้ามาฉันดันตื่นเป็นคนสุดท้ายของบ้านเพราะเรื่องเมื่อคืน แม่กำลังวิ่งขึ้นวิ่งลงบันได "เจมี่ลูกรัก ตื่นหรือยังลูก แม่ต้องไปธุระด่วนเรื่องคุณนาย เกรเทล ที่บ้านพักคนชราแกงอแงอยากเจอลูกๆหลาน จนไม่ยอมทานข้าวทานน้ำอีกแล้ว ตื่นนะลูก" ฉันฟังด้วยความงัวเงีย แล้วตอบออกไป "คะหนูกำลังแต่งตัวอยู่" แม่ได้ยินก็เดินออกไป หยิบกุญแจรถ วิ่งลงจากบันได แล้วรีบขับรถออกไปเลย ฉันเพิ่งแต่งตัวเสร็จตอนที่พ่อ เดินมาเคาะห้อง " เจมี่ นีลูกมัวทำอะไรอยู่นะลูก ลูกจะสายเอานะ" แล้วใครสนละ ยังไงก็ต้องนั่งรถไฟฟ้าไปเรียนอยู่ดี เดี๋ยวนะ "วันนี้พ่อมีธุระด่วนที่ทำงาน ฝ่ายการตลาดขอประชุมด่วน ลูกนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินไปเรียนเองได้ไหมละวันนี้" เสียงพ่อดังสะท้อนราวกับแตรสววรค์ เบิกทางให้เจมี่ สาวน้อยผู้โชคดี "คะ ได้คะพ่อไม่ต้องเป็นห่วงหนูโตพอที่จะนั่งไปเรียนเองได้ตั้งนานแล้วละคะ" ฉันตะโกนตอบกลับไป พ่อได้ยินดังนั้นก็เดินลงบันได เสียงประตูบ้านเปิดแล้วก็ปิด เสียงเครือ่งยนต์สตราต์ แล้ว พ่อก็ออกไปทำงานโดย ไม่มีฉัน ฮาเลลูยา ฮาเลลูยา เย้ในที่สุดสิ่งที่ฉันขอก็เป็นจริง

 ฉันเดินลงไปข้างล่าง พ่อวางเิงินจำนวน ยี่สิบ ดอลลาร์ไว้ให้ที่บนโต็ะอาหาร แม่ห่อข้าวกล่อง สำหรับโรงเรียนวันแรกไว้ให้ ้ขางๆกันนั้นก็มีพี่ชายจอมกวน เอ็ด กำลังนั่งกินซีเรียลอยู่ ก้วม ก้วม ก้วม ท่าทางสบายใจที่ตัวเองได้ใช้เวลาอยู่กับการท่ายทอดสด กีฬาทั้งวัน แทนที่จะได้ไปโรงเรียน หลังจากกินเสร็จฉันก็รีบเดินออกจากบ้านแล้วก็รีบเดินไปสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินที่ใกล้ที่สุด หลังจากเดินวนไปวนมาในเมืองเสียพักใหญ่ ฉันก้ตัดสินใจที่จะเดินไปซื้อตั๋ว แต่ปัญหาของฉันมีอยู่ว่าฉันไม่ได้ศึกษาเส้นทางมาอย่างดีเสียเท่าไหร่ ฉันเริ่มประสาทกินเมื่อมาถึงสถานีแล้วดันไม่รู้ว่าตัวเองควรขึ้นสายไหน ทางที่ใช้ไปนั้นมีหลายสายมากมันโยงกันยังกับเส้นสปาเกตตี้ที่ไม่มีวันรู้จบ ฉันรู้ว่าโรงเรียน วิลสันไฮด์ อยู่ใกล้สะพานบรู้คลิน แต่มันต้องขึ้นสายไหนละระหว่าง สี่ ห้า หรือ หก  ฉันไม่มีโทรศัพท์มือถือเลยโทรกลับไปถามใครไม่ได้เลย ฉันเหลือบไปเห็นโทรศัพท์สาธารณะที่อยู่ข้างกำแพง แต่ดันมีคนหนวดเคราเฟิ้ม ท่า่ทางประหลาดๆยืนอยู่ตรงนั้น หลังจากทีอยู่ที่นี่มานาน คนแปลกหน้ามักไม่น่าไว้ใจเท่าไหร่ อาจจะเป็นพวกโรคจิตอย่างที่เขาว่ากัน อืย ไม่ไปดีกว่า โอ้ยทำไมมันยากอย่างนี้นะ รู้งี้ให้แม่มาส่งเสียก็ดี นี่ฉันคิดอะไรเนี่ย ฉันเจมี่ต้องพึ่งตัวเองให้ได้ ว่าแล้วฉันก็เดินไปซื้อตั๋วสายห้าไป ฉันไปยืนรอรถไฟอยู่หลังเส้นขาว ตอนเช้าอย่างนี้คนพลุกพล่านมาก แต่ละคนต่างก็มีธุระของตัวเองที่ต้องไปทำ มีตั้งแต่คนอายุเท่าฉันที่เจาะทุกส่วนของร่างกาย หญิงวัยทำงานในสุดสูท ชายวัยยกลางคนนที่คอยดูนาฬิกาอยู่ตลอดเวลามือกำกระเป๋าไว้แน่น เตรียมพร้อมที่จะวิ่งใส่รถไฟทุกนาทีที่มันมาถึง และแล้วรถไฟก็มา ฉันก้าวออกจากจุดที่ยืนอยู่แล้ว ฉันกำลังจะประกาศชัยชนะที่ตัวเองได้นั่งรถไฟไปเรียนเองครั้งแรกถายในใจที่เต้นตึกๆตักๆ ฉันรูสึกถึงแรงดันมหาศาลที่มาข้างหลัง ผู้คนเริ่มวุ่นวายพยายามแย่งที่จะขึ้นรถไฟ ความโกลาหลเพิ่มเป็นสองเท่าเมื่อรถไฟหยุด แล้วประตูรถเปิด ชายวัยกลางคนที่ดูนาฬิกาเลิกดูนาฬิกาแล้วเดินอย่างแน่วแน่ไปที่ประตู ทุกอย่างมันเลอไปหมด ฉันมึนงง ทำอะไรไม่๔ุก คิดได้แต่ว่าตัวเองต้องเดินเข้าประตู ทันใดนั้นฉันไม่ได้ทันมอง ฉันก็เดินไปชนกับผู้หญิงคนหนึ่งเข้า ในมือเธอมี กาแฟ เอสเปรซโซจากสตาร์บัคอยู่ในมือเธอตกใจร้องกรีดแล้วปล่อกาแฟนั่นลอยออกจากมือของเธอลงมาบนตัวฉันที่ใส่เสื้อสีขาว 

edit @ 20 Sep 2009 15:26:29 by Jamie

edit @ 21 Sep 2009 15:29:00 by Jamie

edit @ 25 Sep 2009 08:19:45 by Jamie